สหพันธ์ฟีฟ่า ยืนยัน ฟุตบอลโลก 2022

รอบชิงเตะ 18 ธันวาคม

 

ซึ่งเมื่อวันที่ 19 มีนาคม คณะกรรมการของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า ออกมายืนยันว่าฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์จะเป็นเจ้าภาพในอีก 7 ปีข้างหน้านั้น จะจัดแข่งในช่วงเดือน พฤศจิกายน – ธันวาคม ส่วนรอบชิงจะแข่งวันที่ 18 ธันวาคม ซึ่งตรงกับวันชาติของกาตาร์พอดี

โดยที่ศึกฟุตบอลโลก 2022 ไม่สามารถจัดแข่งในช่วงเดือน พฤษภาคม – มิถุนายน ได้ตามปกติ เนื่องจากว่าช่วงเวลาดังกล่าว ที่ประเทศกาตาร์ จะมีอากาศร้อนถึง 40 องศา

จนถึงข้นเป็นเหตุให้ทางฟีฟ่า ตัดสินต้องประชุมหาช่วงการแข่งขันที่เหมาะสม ก่อนคณะกรรมการจะเลือกช่วงเดือน พฤศจิกายน – ธันวาคม

ซึ่งเป็นช่วงที่ตรงกับฤดูหนาว และนอกจากนี้ ทางคณะกรรมการยังมีแนวคิดว่า จะพิจารณาลดจำนวนวันแข่งขันให้เหลือแค่ 28 วัน ซึ่งจากเดิมอยู่ที่ 31-32 วัน

แต่ว่า อย่างไรก็ตาม การที่ฟุตบอลโลก 2022 ย้ายมาจัดช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม นั้น จะส่งผลกระทบต่อตารางการแข่งขันของฟุตบอลลีกทั่วโลกแน่นอน โดยเฉพาะในทวีปยุโรป

 

ทีมชาติอังกฤษ แบโผ คัดยูโร 2016 ชน ทีมชาติลิทัวเนีย

 

ซึ่งทีมชาติอังกฤษ ได้วิเคราะห์ผลบอล : ประกาศรายชื่อ 24 นักเตะชุดลงเล่นศึก ยูโร 2016 รอบคัดเลือก กับ ทีมชาติลิทัวเนีย และ เกมอุ่นเครื่อง ทีมชาติอิตาลี ปลายเดือนมีนาคมนี้

หลังจากที่ Fรอย ฮ็อดจ์สัน ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ ได้ประกาศรายชื่อ 24 ขุนพล ชุดที่จะลงเล่นในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ยูโร 2016 รอบคัดเลือก กลุ่ม อี นัดที่ 5 พบ ทีมชาติลิทัวเนีย และเกมกระชับมิตรเจอ ทีมชาติอิตาลี วันศุกร์ที่ 27 และวันอังคารที่ 31 มีนาคม ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยที่ได้เรียกตัว แฮร์รี่ เคน ศูนย์หน้าดาวรุ่ง ทีมชาติท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส ติดทีมชาติเป็นครั้งแรกโดย หัวหอกวัย 21 ปี ที่เคยลงเล่นให้ ทีมชาติอังกฤษ ชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี ทั้งหมด 10 นัด

ซึ่งกำลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมให้ ทีมสเปอร์ส โดยยิงไป 26 ประตู จาก 42 นัดรวมทุกรายการในซีซั่นนี้รวมถึงคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของ ศึกพรีเมียร์ลีก ประจำเดือนมกราคม และ กุมภาพันธ์ ด้วย

มาดูรายชื่อ 24 ผู้เล่นทีมชาติอังกฤษกันดีกว่า

ตำแหน่งผู้รักษาประตู : 1.เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์ ทีมเซาธ์แฮมป์ตัน, 2.โจ ฮาร์ท ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้

ตำแหน่งกองหลัง :  1.เลห์ตัน เบนส์ , 2.ฟิล จากีลก้า ทีมเอฟเวอร์ตัน, 3.ฟิล โจนส์ ,4.ลุค ชอว์,5.คริส สมอลลิ่ง ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, 6.แกรี่ เคฮิลล์ ทีมเชลซี ,7.นาธาเนียล ไคลน์ ทีมเซาธ์แฮมป์ตัน, 8.คีแรน กิ๊บบ์ส ทีมอาร์เซน่อล, 9.ไคล์ วอล์คเกอร์ ทีมท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์

ตำแหน่งกองกลาง : 1.จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, 2.อดัม ลัลลาน่า, 3.ราฮีม สเตอร์ลิง ทีมลิเวอร์พูล, 4.รอสส์ บาร์คลี่ย์ ทีมเอฟเวอร์ตัน, 5.ไมเคิ่ล คาร์ริค ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, 6.ฟาเบียน เดลฟ์ ทีมแอสตัน วิลล่า, 7.เจมส์ มิลเนอร์ ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้, 8.แอนดรอส ทาวน์เซ่นด์ ทีมท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์, 9.ธีโอ วัลค็อตต์ ทีมอาร์เซน่อล

ตำแหน่งกองหน้า : 1.แฮร์รี่ เคน  ทีมท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์, 2.เวย์น รูนี่ย์ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, 3.แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ทีมลิเวอร์พูล, 4.แดนนี่ เวลเบ็ค ทีมอาร์เซน่อล

 

ทีมเอฟเวอร์ตัน บุกพ่าย ทีมเคียฟ 2-5

ร่วง 16 ทีม ยูโรปาลีก

เอฟเวอร์ตัน บุกพ่ายเคียฟ2-5 ร่วง 16 ทีม ยูโรปาลีก

ทีมเอฟเวอร์ตัน บุกไปพ่าย ทีมดินาโมเคียฟ ยอดทีมลีกยูเครน แบบหมดสภาพ 2 – 5 ตกรอบ 16 ทีม ศึกยูโรป้าลีก

ซึ่งฟุตบอล ยูโรป้า ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัด 2  ดินาโม เคียฟ ยอดทีมของลีกยูเครน เปิดบ้านพบ ทีมเอฟเวอร์ตัน ตัวแทนจาก พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

และเกมคู่นี้ในนัดแรก ทีมเอฟเวอร์ตัน ชนะมาก่อน  2-1

หลังจากเริ่มเกมครึ่งแรก ทีมเจ้าบ้าน เปิดเกมรุกเข้าใส่ทันที และจนมาถึงนาทีที่ 21 เจ้าบ้าน ออกนำ 1 – 0 จาก อันเดร ยาร์โมเลนโก้

แต่ใน นาที 28 ทีมเอฟเวอร์ตัน ไล่ตีเสมอเป็น 1 – 1 จาก โรเมลู ลูกากู แต่ในนาทีที่ 35 เป็น เจ้าบ้าน ที่ออกนำเป็น 2 – 1 จาก ลูคัสซ์ ธีโอดอร์ซีค และ อีก 2 นาทีต่อมา เจ้าบ้านหนีเป็น 3-1 จากการยิงของ มิเกล เวโลโซ่ กองกลางทีมชาติโปรตุเกส
ทำให้จบครึ่งแรก ทีมดินาโม เคียฟ นำ ทีมเอฟเวอร์ตัน 3 – 1

ในช่วงครึ่งหลัง นาทีที่ 55 ทีมดินาโมเคียฟ หนีเป็น  4 – 1 จากการยิงของ โอเล็ก กูเซฟ เกมรับ ทีมเอฟเวอร์ตัน วันนี้ยังพลาดกันง่ายๆ ต่อเนื่องมาเสียประตูที่ 5

โดยทีมเจ้าบ้าน ยิงหนีเป็น 5 – 1 ในนาทีที่ 76  จาก วิตอริโน่ อันตูเนส

และนาทีที่ 82 ทีมเอฟเวอร์ตัน ได้ประตูไล่ตีตื้นขึ้นมา เป็น 2 – 5 จากการโหม่งของ ฟิล จากีลก้า

จากนั้นก็ทำอะไรกันเพิ่มไม่ได้จบเกม เป็น ทีมดินาโมเคียฟ ชนะ ทีมเอฟเวอร์ตัน 5 – 2 รวมผล 2 นัด ทีมดินาโมเคียฟ ชนะ 6 – 4 พลิกเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายแทน ทีมเอฟเวอร์ตัน

ส่วนตารางบอลผลบอลคู่อื่น ๆมีดังนี้

 

  • ทีมดินาโม มอสโก           เสมอ         ทีมนาโปลี    0 – 0        ผลรวม2 นัด  ทีมนาโปลี  ชนะ 3 – 1
  • ทีมเซบีย่า                        ชนะ           ทีมบียาร์รีล   2 – 1         ผลรวม2 นัด  ทีมเซบีย่า   ชนะ 5 – 2
  • ทีมอินเตอร์                      แพ้            ทีมโวล์ฟส-บวร์ก  1 – 2    ผลรวม2นัด  ทีมโวล์ฟส-บวร์ก  ชนะ 5 – 2
  • ทีมเบซิคตัส                  แพ้               ทีมคลับบรูซ       1 – 3       ผลรวม2 นัด  ทีมคลับบรูซ  ชนะ  5 – 2
  • ทีมโตริโน่                    ชนะ               ทีมเซนิต            1 – 0     ผลรวม2นัด ทีมเซนิต   ชนะ 2-1
  • ทีมเบซิคตัส                 แพ้           ทีมคลับบรูซ       1-3     ผลรวม2นัด   ทีมคลับบรูซ  ชนะ  5-2

ที่มา: http://sport.sanook.com

เก็บตกฟุตบอลซูเปอร์ซันเดย์?

 

วิเคราะห์บอล: ถึงแม้ว่าจะได้มาเพียงแต้มเดียว พลาดการสปีดหนีทีมที่ตามหลังมาแบบไม่เห็นฝุ่น ทว่าทุกอย่างสำหรับทีมเชลซียังคงกระจ่างใส

ซึ่งในขณะที่ ผีแดงได้ 3 แต้มที่งดงามในเกมเจอทีมสเปอร์ส หนึ่งในงานหนักสำหรับช่วงเวลานี้ กำลังใจและโมเมนตั้มดูดีมาก

ข้อแรก… หลุยส์ ฟาน ฮัล

การที่ป็นกุนซือผีแดงกลับมาจากฟุตบอลโลกด้วยศรัทธาที่แรงกล้าในความประสงค์จะใช้งานแนวรับ 3 คน ตระเวนปรีซีซั่นด้วยการเล่นอย่างที่ตั้งใจ ทว่าออกสตาร์ทได้ไม่นาน ผลงานไม่เป็นอย่างที่คาด ต้องสลับมาใช้บริการมิดฟิลด์ไดมอนด์

ซึ่งหลุยส์ ฟาน ฮัล จำเป็นต้องปรับปรัชญาในการเล่นของทีมไปเรื่อย เพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น จนล่าสุดเจอไก่เดือยทองปรับอีกครั้งมาเล่นระบบ 4-3-3

และแนวคิดของ ฟาน ฮัล คงไม่อยากเปลี่ยนเท่าไหร่ แต่สถานการณ์บังคับ นั่นทำให้เกมแดนกลางดีขึ้นเมื่อมีคนช่วยงานกัน 3 คน ในขณะที่เกมริมเส้นก็ยังคงมีอยู่

มีการเล่นหลากหลายและไหลลื่นมากขึ้น นาทีนี้ถือว่าเหมาะสำหรับผีแดงมากกว่าระบบอื่น เกมรุกน่ากลัวมากขึ้น เกมรับมีตัวช่วยหน้าแนวของกองหลังเพิ่มประสิทธิภาพทันตาเห็น

ในช่วงเบื้องต้นตรงนี้ ค่อยดูดีเหมือนผีแดงในอดีตที่ก้าวร้าวดุดัน ที่เหลือต้องลุ้นกันไปเรื่อยจะมีความต่อเนื่องหรือฟาน ฮัล จะเปลี่ยนไปเล่นแบบไหนอีก

ข้อที่ 2… มารูยาน เฟลไลนี่

เมื่อได้เริ่มงานกับ ฟาน ฮัล ด้วยภาพที่ไม่ค่อยดี เหมือนไร้อนาคตในถิ่นนี้ ทว่าช่วงเวลาที่กุนซือผีแดงมีปัญหา เริ่มมีวามไว้วางใจให้ทำงานเฉพาะกิจหลายอย่าง

 

จนกระทั่งบ่อยครั้งถึงขั้นยืนเป็นศูนย์หน้าของทีม แน่นอน ฟาน ฮัล เลือกแบบนั้น มีโอกาสเห็นผีแดงสาดบอลยาวไปยังเป้าหมายนี้เป็นว่าเล่น เช่นเดียวกับเวสต์แฮมที่มีการวางบอลยาวไปให้ แอนดี้ คาร์โรลล์ ประมาณนั้นครับ

ซึ่งเฟลไลนี่ ก็ได้กลายเป็นนักเตะที่ ฟาน ฮัล มั่นใจมากขึ้นตามลำดับ ทำงานในหลายรูปแบบตามที่กุนซือต้องการ จนนัดล่าสุดยืนเหมือนหน้าต่ำ สนับสนุนเกมรุกในทันทีที่มีโอกาส และช่วยไล่บอลในแดนกลางทำให้เกมไหลลื่นมากขึ้น ตัวในแดนกลางสามรถเล่นกันได้ต่อเนื่องเพราะมีตัวเยอะ

และการใช้งานแต่ละคนอย่างเหมาะสมคือเรื่องราวที่หลายฝ่ายในค่ายนี้ต้องการ ขุมกำลังของผีแดงไม่ถึงขนาดของเชลซี ทว่าผีแดงชุดนี้ยังคงมีดีหลายอย่าง เพียงแต่จะทำอย่างไรให้ประสิทธิภาพที่มีอยู่ถูกเค้นออกมาพร้อมๆกัน

คนที่ 3… เวย์น รูนี่ย์

ตกเป็นเป้าสายตาอยู่แล้ว กัปตันหมูยังคงตอบสนองความต้องการเรื่องสกอร์ไว้ได้ เมื่อถูกจัดให้อยู่ในพื้นที่ที่ถูกที่ควร ประโยชน์สูงสุดที่ทีมจะได้รับมีแน่ เป็นอีกเกมหนึ่งที่ควรค่าแก่การฉลองชัย

ข้อที่ 4… ทีมเชลซี

ก็ไม่เสียหายแต่น่าเสียดายอยู่บ้าง ที่ไม่สามารถสปีดหนีทีมที่ตามหลังให้ไกลสุดกู่ นั่นเพราะทีมเซาแธมป์ตันไม่ใช่หมูให้เคี้ยว

 

 

ซึ่งก่อนเกมเชื่อกันว่า น้ามู คงกระตุ้นให้ลูกทีมเค้นฟอร์มที่ดีออกมาให้ได้ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ด้วยการโดนเปแอสเชสอยร่วง

ทีมเรือใบได้จบเห่ล่วงหน้าไปก่อนแล้วในการพ่ายให้กับเบิร์นลี่ย์ เชลซีจึงหมดความกดดัน ทว่ากลับกลายเป็นขาดความกระตือรือร้นไปซะงั้น หรือเพราะเหนื่อยล้าก็ไม่แน่ใจ

ในช่วงพักครึ่งเวลาคงโดนด่ากันกระเจิงในห้องแต่งตัว กลับมามาลงสนามด้วยความดุดันอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ว่างๆคงต้องซ้อมรับมือลูกโด่งกันหน่อยก็ดี

ข้อที่ 5… มาเน่

ในช่วงเวลาที่ กราเซียโน่ เปลเล่ หาสกอร์ไม่เจออีกเลย เกมรุกของนักบุญขาดประสิทธิภาพชัดเจน ทว่าเกมที่ตอบโต้คู่แข่งด้วยความเร็ว ด้วยเกมที่สวนกลับ มาเน่ ทำได้ชัดเจน

 

สำหรับแนวรับเชลซีที่มองเห็นถึงความอ่อนล้าโดนเล่นงานไปหลายดอก

ข้อที่ 6… ทีมเอฟเวอร์ตัน

และก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายมากไปกว่านี้ เป็น 3 แต้มที่ได้มาช่วยปลดเปลื้อง ช่วยคลายความกังวลได้มาก ไม่บ่อยครับที่จะได้เห็นเอฟเวอร์ตันเอาชนะคู่แข่งแบบ 3 ประตู แถมคลีนชีตอีกต่างหาก

นับว่าเป็นฤดูกาลที่ลำบากอย่างเหลือเชื่อของ โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ ชัยชนะที่ได้มาเป็นนัดแรกในรอบ 3 เดือนที่เก็บ 3 แต้มสำเร็จในบ้านตัวเอง ติดตามชม ตารางบอล ไฮไลท์ฟุตบอล ไฮไลท์พรีเมียร์ลีก เพิ่มเติมได้ที่นี่ http://sport.sanook.com

ดามัน

โรนัลโด้ เอ็งเป็นอะไรมากหรือเปล่า!

ในด้านความเอกอุด้านฟุตบอลฝีเท้าของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ คงจะไม่มีใครเคลือบแคลงและสงสัยเลยสักนิด

แต่ว่าในระยะหลังสิ่งที่เรียกว่า อีโก้ ผสมกับความ ทะนงตัว ว่า กูเจ๋ง กูแน่ อยู่คนเดียว กำลังทำให้คุณค่าในตัวเองเสื่อมถอยลง

และการก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะตัวท็อปของโลก บนเส้นทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ทำให้เขาเป็นที่ชื่นชอบของคนที่สู้ชีวิต และกล้าที่จะเดินตามความฝันของตัวเอง

ซึ่งการที่จะประสบความสำเร็จในทางลูกหนัง เป็นสิ่งที่น้อยคนจะทำได้แบบเขา

และเมื่อวันเวลาผ่านไป นักเตะที่เพิ่งผ่านวัย 30 กะรัต กลับแสดงออกในสิ่งที่ไม่ควรทำ

 

พูดง่ายๆก็คือ ลูกเกเร ลูกขี้หงุดหงิด หรือก็คือ หงุดหงิดมันไปซะทุกเรื่อง!

เทียบผลงานเอาเฉพาะในสนาม พักหลังมานี้ เขาแสดงออกทางอารมณ์กับเพื่อนร่วมทีม ในทุกเกม ที่ไม่ได้ดั่งใจจริงๆ

ข้อ 1.ไม่ส่งบอลให้ตัวเองบ้างละ , ข้อ 2.ผู้ตัดสินไม่เป่าให้ประโยชน์กับตัวเองบ้างละ หรือแม้แต่ ข้อที่3.บางครั้งยิงประตูเองได้ ก็ยังไม่อยากจะแสดงอาการดีใจซะด้วยซ้ำ

แลใครก็ตามที่ได้ดู เจ็ทโด้ ลงสนามในระยะหลังๆ ต่างมีคำถามในใจว่า ด้วยอายุราชการทางลูกหนังที่มากขึ้น ทำไม? คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ถึงยังเลือกทำสิ่งเหล่านี้อยู่

ซึ่งแน่นอนว่า แกเร็ธ เบล ทราบเรื่องนี้ดีที่สุด!

หลังจากที่ได้มีข่าวซุบซิบจากฝั่งแดนกระทิงดุ ก็บอกในทำนองว่า 2 คนนี้ไม่ค่อยจะกินเส้นกันเท่าไหร่นัก

 

ในเกมนัดล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมา ชัดเจนในระดับหนึ่ง ว่าการที่ทีมราชันชุดขาว โดนแฟนบอลของตัวเองโห่ใส่ นักเตะต่างเกร็งและเล่นด้วยฟอร์มที่ไม่เอาอ่าว

โดยที่ 2 ประตูที่ได้มา ยิ่งบ่งชัดว่า โรนัลโด้ กำลังหัวเสีย และ กลายเป็นคุณชายขี้โมโหไปหมดซะทุกเรื่องไปแล้ว

ในจังหวะที่ได้ลูกขึ้นนำ 1 – 0 ที่ตัวเองกระโดดตีลังกายิง ไปโดน อีวาน รามิส ผู้เล่น เลบันเต้ โหม่งสกัดออกมาจากเส้น เขาหงุดหงิดสุดๆ

หรือแม้กระทั่ง วินาทีต่อมาที่  แกเร็ธ เบล จะเป็นคงกดเน้นๆ จากจังหวะดังกล่าวเข้าประตูไป ตัวของ โรนัลโด้ ยังแสดงออกถึงอารมณ์ที่ขุ่นมัวอีกต่างหาก

ในขณะเดียวกัน เบล ที่หลังจากทำประตูได้ ก็พลอยหงุดหงิดงุ่นง่านไปด้วย จนถึงขั้นแสดงออกด้วยการเอามือปิดหู และบรรจงใช้เท้าถีบไปทีธง อีกหนึ่งดอก แหม่ ทีมนี้นี่ขึ้หงุดหงิดจริงๆโว้ย!

 

ซึ่งฟอร์มระยะหลังๆ ที่โดนแฟนบอลของตัวเองตามโห่ คือสิ่งที่นักเตะใน ทีมเรอัล มาดริด กำลังทำบางสิ่ง เพื่อตอบโต้แฟนบอลของตัวเองเช่นนั้นหรือ

การเป็นทีมที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดทีมหนึ่งของโลก กำลังทำให้สปิริตในทีมหดหายไปเรื่อยๆ

และที่สำคัญไปกว่านั้น พวกเขากำลังทำให้แฟนบอลของตัวเองเอือมระอา

ซึ่งนี่ยังไม่อยากนึกภาพนะครับ ว่าสัปดาห์หน้า หากทีมราชันชุดขาว บุกไปพ่าย บาร์เซโลน่า ที่คัมป์นู อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง

ดังนั้นในเกมมที่ เอลกลาซิโก้ ในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ มันช่างเป็นอะไรที่น่าติดตามจริงๆ

เขียนเรื่องโดย บ.ส้มซิ่ง

คลิปไฮไลท์ฟุตบอล คริสเตียโน่ โรนัลโด้ โมโหไปซะทุกเรื่อง

ที่มา: http://sport.sanook.com/139301/

เส็งเคร็งยิ่งกว่าพ่ายแพ้!

ฟุตบอล

 

วิเคราะห์บอล: เพื่อความพ่ายพ่าย ใช่ไหม การจำเป็นจะต้องตกรอบตารางบอลในการแข่งขันกีฬานั้น ถือเป็นสิ่งที่เจ็บปวดพร้อมทั้งน่าผิดหวังเสมอเพราะทุกคนที่เกี่ยวข้อง และถ้าจะมีอะไรที่แย่ไปกว่านั้น ก็คงเป็นการพ่ายแพ้เพราะว่าที่ทุกคนเบ้ปากใส่แล้วเผยว่าสมควรแล้ว

พร้อมทั้งสถานการณ์ของ หมู่เชลซี หลังจบจากเกมแชมเปี้ยนส์ลีกกับ ฝ่ายปารีส แซงต์-แชร์กแมง ปางคืนพุธ น่าจักใกล้เคียงกับที่จั่วหัวเอาไว้

เพราะว่าว่านอกจากจักตกรอบไปอย่างชอกช้ำ จากการทำได้แค่ผลบอลเสมอ 2-2 ในบ้านตัวเอง หลังที่มีผู้เล่นมากกว่าถึงสองในสามของเวลาที่เตะกันแล้ว

หมู่สิงโตสีคราม ยังถูกวิจารณ์ อย่างหนักจากการแสดงออกของนักเตะในสนาม ในจังหวะการฟาวล์ต่อออสการ์ที่ทำให้ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ดาวเตะคนสำคัญของคู่แข่ง โดนใบแดงไล่ออกจากสนามไป

และเที่ยงตรงว่าการตัดสินของ บียอร์น คีเปอร์ส กรรมการชาวดัตช์ ที่คิดว่าจังหวะนี้ควรเป็นใบแดง ถือเป็นวิจารณญาณของเขาเองด้วยที่โดนจวกหนักไม่พ่ายกัน แต่นักคนก็มองว่าการแสดงออกของนักเตะ คณะเชลซี ที่เข้าไปห้อมล้อมพร้อมทั้งโหวกเหวกโวยวายเกินจำเป็นนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย

 

วิเคราะห์บอล

ซึ่งบรรดาเกจิในแวดวงลูกหนัง ทั้งอดีตนักเตะกับผู้จัดการหมู่ชื่อดังหลายคน ต่างก็มองไปในทางเดียวกันว่ากองหน้าของ เหล่าเปแอสเชโชคร้ายที่โดนใบแดง ด้วยกันพฤติกรรมของนักเตะ พวกเชลซี เป็นสิ่งที่น่าอัปยศอดสู

เพราะที่ อลัน กรีน คอมเมนเตเตอร์ของ BBC วิเคราะห์ผลบอลพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นว่า มันแย่มากที่ได้เห็นนักเตะมากมายหลายคนแสดงพฤติกรรมแบบนั้นในสนาม ผมจักไม่ปกป้องพวกไร้สมองที่ทำตัวน่าขายหน้าแบบนี้แน่

ซึ่ง แกรม ซูเนสส์ อดีตนักเตะพร้อมด้วยผู้จัดการฝ่ายชื่อดัง ได้ออกมา วิจารณ์ออสการ์ที่เจตนาเรียกใบแดงให้คู่แข่งในจังหวะที่โดนทำฟาวล์ด้วย

เรียกได้ว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่จำต้องต้องทำเลย มันรับไม่ได้ส่วนสิ้นเชิง การที่นักเตะพยายามล้มเพื่อให้คู่แข่งโดนไล่ออก

พร้อมทั้งมันไม่ใช่วิถีของอังกฤษ มันกำลังคืบคลานเข้าสู่เกมของเรา ซึ่งผมรู้สึกว่ารับไม่ได้จริงๆ

พร้อมทั้งแม้เวลามีใครเข้าขวางเชิงคุณ คุณมักจักประสงค์ล้มลงไปเพื่อให้เขาโดนเล่นงาน มันน่าสมเพชแบบนี้แหละ ขอบคุณสวรรค์ที่เปแอสเชไม่ยอมปราชัยต่อสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขากลับไปพร้อมกับเครดิตที่สมควรได้รับ พวกเขาเป็นคณะที่ดีกว่า

ทางด้านเจมี่ คาร์ราเกอร์ อดีตกองหลัง กลุ่มลิเวอร์พูล ได้ค่อนแคะไปถึงโจเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการกลุ่มเชลซี ว่าเป็นคนปลูกฝังข้อคิดแบบนี้ให้กับนักเตะ

 

โปรแกรมบอล

ซึ่งการแสดงออกของนักเตะ เหล่าเชลซีเป็นเปลาะที่น่าอดสู มันมาจากทุกหมู่ของโจเซ่ มูรินโญ่ กรุ๊ปของเขามักจะทำพฤติกรรมแบบนี้เสมอ มันไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว

และในบางทีสิ่งที่เขาเอื้อนไว้ก่อนเกมว่าเปแอสเชเป็นเหล่าที่เล่นสกปรกที่สุด อาจจะถูกฝังไว้ในหัวของกรรมการไปแล้ว

ส่วนตัว ผมคิดเสมอว่าฝ่ายของมูรินโญ่อาจจะได้รับการยอมรับในฝีตีน แต่กรุ๊ปของเขาจักไม่มีทางเป็นหมู่ที่คนรัก เพราะว่าสถานการณ์แบบนี้นี่แหละ หมู่ของเขาเอาคำว่าชนะไปอยู่ตรงจุดที่ทีมอื่นไม่ใช่หรือผู้จัดการคณะคนอื่นทำไม่ได้ คำพูดของเขามีอิทธิพลไปแล้ว

ในขณะที่ ไมเคิล โอเว่น อดีตดาวยิงชื่อดัง ก็มีความเห็นไปในทางเดียวกัน พร้อมกับมองว่าสัมผัสนี้ไม่ควรเป็นใบแดง

ถ้าเป็นจังหวะนี้ ต้องไม่ใช่ใบแดงแน่แท้ พฤติกรรมของนักเตะเชลซีน่าช็อกสุดๆ การทำอะไรแบบนี้มีอิทธิพลต่อเกมได้ นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาทำ

เพราะที่ผมดีใจที่เห็นคาร์ราเกอร์พร้อมด้วยซูเนสส์คิดตรงกับผมเป๊ะ เกมฟุตบอลคงกลายเป็นเรื่องตลกไปเลย ถ้านักเตะเริ่มทำมีอิทธิพลต่อเกมด้วยการเข้าไปกดดันกรรมการ

พร้อมทั้งมาร์ค ลอว์เรนสัน ที่เป็นอดีตกองหลัง กรุ๊ปลิเวอร์พูล ซึ่งผันตัวไปทำงานด้านสื่อมานาน ก็ร่วมแสดงความไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของนักเตะ เหล่าเชลซีเช่นกัน

เพราะว่าการเปิดเผยของนักเตะ คณะเชลซีนั้นเหละบือเชื่อมาก ถ้าดูจากการที่การทำฟาวล์จังหวะนี้ไม่ได้รุนแรงอะไรขนาดนั้นเลย ผมเกือบจักคิดว่าเขาทำคู่แข่งขาหักซะอีก ออสการ์สมควรได้รับออสการ์เลย

กับสิ่งที่เกิดขึ้นฉุดให้เกมฟุตบอลถอยหลังเข้าคลอง พฤติกรรมโอเวอร์เกินเหตุต่อการทำฟาวล์ของคู่แข่ง เกมฟุตบอลกำลังจักกลายเป็นละครเข้าไปทุกทีแล้ว

ในภาคของ เกรแฮม โพลล์ อดีตผู้วินิจฉัยชื่อดังของอังกฤษ ก็มองว่าสิ่งที่อุบัติขึ้นเป็นคำมั่นณอันตรายของเกมฟุตบอล

 

พรีเมียร์ลีก

ซึ่งพฤติกรรมของนักเตะ ทีมเชลซี ตอนที่เข้าไปรุมล้อม บียอร์น คีเปอร์ส เป็นความอัปยศอย่างแท้ยิ่ง ด้วยกันมันเป็นสบถสาบานณที่ชี้ว่าเกมฟุตบอลในปัจจุบันกลายเป็นแบบไหนไปแล้ว

แง่มุมทางด้าน จอห์น อัลดริดจ์ อดีตศูนย์หน้า กลุ่มลิเวอร์พูล อีกคน ออกมาตำหนิวิธีการเล่นของมูรินโญ่ที่ไม่เน้นเกมบุกมากพอ

กลุ่มเชลซีได้ในสิ่งที่สมควรได้รับแล้ว วิธีการเล่นของประเภทเขาสะท้อนตัวตนผู้จัดการกลุ่มของพวกเขาออกมา การเล่นเกมรับในบ้านน้อยครั้งที่จะเวิร์ก

พร้อมทั้ง โลร็องต์ บล็องก์ โค้ชของ กรุ๊ปปารีส ย้ำว่าเหล่าของเขาสมควรได้เปลี่ยนเข้ารอบ 8 คณะสุดท้ายอย่างแท้จริงๆ ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ปัญหาเกิดขึ้นในเกมนี้หรือไม่ก็ไม่ก็ตาม

ซึ่งต่อให้คุณตัดการแสดงออกอย่างไม่มีน้ำใจนักกีฬาพวกนั้นออกไปจากเกม ผมก็คิดว่าพวกของผมดีกว่าเชลซีในทุกจุดของสนาม เปแอสเชสมควรเข้ารอบแล้ว

ในขณะที่อิราฮิโมวิชเองได้เหน็บแนมพฤติกรรมของคู่แข่งเบาๆ ว่าทำตัวเหมือนเด็กไม่รู้จักโต

ภายหลังที่ผมเห็นกรรมการควักใบแดงออกมา ผมนี่แบบว่า เขารู้ตัวมั้ยว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่นี่ยังไม่ใช่ส่วนที่แย่ที่สุดนะ ที่แย่ที่สุดก็คือในจังหวะนั้น นักเตะ เหล่าเชลซี ทุกท่านกรูกันเข้ามารุมล้อมเต็มไปหมด ผมรู้สึกเหมือนโดนเหล่าเด็กน้อยมากลุ้มรุมอยู่รอบตัวเลย

เรื่องเพราะ : Bebybear

ที่มา: http://sport.sanook.com/138549/

เหล่าปารีสฯบุกเจ๊าเชลซี 2-2 ผล อเวย์โกลเข้ารอบชปล

 

  • ฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก
  • รอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดที่ 2
  • วันพุธที่ 11 มีนาคม2558
  • หมู่เชลซี 2-2 ปารีส แซงต์ แชร์กแมง
  • (รวมผลสองนัดเสมอ 3-3 ปารีสฯ ทะลวงเข้ารอบด้วยกฏประตูเหล่าเยือน)
  • สนาม: สแตมฟอร์ดบริดจ์

หลังจากเริ่มทำเกมครึ่งแรก ลอดไปครึ่งชั่วโมง ทั้งสองคณะยังไม่มีจังหวะหวาดเสียว เกมยังถือว่าสูสีกันอยู่

ถัดมาแค่นาทีเดียว ทีมเยือน เหล่าเปแอสเช ต้องมาเหเอิกเกริกผู้เล่น 10 คน จากจังหวะที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช เสียบหนักใส่ ออสการ์ ผู้ตัดสินควักใบแดง ไล่ดาวยิงชาวสวีเดน ออกจากสนามทันที

ซึ่งนาทีที่ 41 เจ้าถิ่น เหล่าเชลซี ได้ลุ้น จากจังหวะที่ ออสการ์ ขึ้นเกมด้านซ้าย ก่อนลากบอลเข้าไปกดด้วยขวาหน้าเขตโทษ บอลพุ่งไปตรงตัว ซิริกู

ทำให้หมดครึ่งแรก กลุ่มเชลซี กับ พวกเปแอสเช ผลบอลเสมอกันอยู่ 0-0

ช่วงครึ่งหลัง นาทีที่ 49 กลุ่มเชลซี ได้ลูกฟรีคิกระยะไกล วิลเลี่ยน หลอกยิงไปที่เสาแรก บอลพุ่งตรงกรอบ แต่ทว่า ซิริกู ยังไวพุ่งปัดทิ้งออกหลัง

ต่อมานาทีที่ 54 คาวานี่ เก็บบอลได้ ก่อนจ่ายยัดให้ แม็กซ์เวลล์ แตะบอลเข้าไปยิงด้วยซ้ายมุมแคบ บอลแฉลบ เคฮิลล์ ออกไป

ในช่วงนาทีที่ 65 แวร์รัตติ แย่งบอลมาจากเท้าของ รามิเรส หน้าเขตโทษ ก่อนจ่ายออกด้านซ้ายให้ มาตุยดี้ ยิงไปติดบล็อก แกรี่ เคฮิลล์

และนาทีที่ 82 ทีมเชลซี ก็มาได้ประตู ขึ้นนำ 1-0 เชส ฟาเบรกาส เปิดลูกเตะมุมเข้าเขตโทษ บอลขลุกขลิกอยู่หน้าประตูเหล่าเยือน สุดท้ายบอลมาถึง แกรี่ เคฮิลล์ ซัดด้วยขวาเข้าไปตุงตาข่าย

ซึ่งนาทีที่ 86 เกมที่ทำท่าจักจบด้วยชัยชนะของเจ้าถิ่น แต่ ปารีส มีฮืดในช่วงท้ายเกม ไล่ทวงประตูตีเสมอเป็น 1-1 จากลูกเตะมุมทางขวาของ ลาเวซซี่ ที่เปิดโค้งเข้าเขตโทษพร้อมด้วยเป็น ดาวิด ลุยซ์ ที่โฉบมาโหม่งเหน่งๆ บอลพุ่งเช็ดใต้คานเข้าไป

กระทั่งจบเกม 90 นาที ทีมเชลซี เปิดรังเสมอกับ ปารีส 1-1 ทำให้สกอร์ออกมาเท่ากับเกมแรกที่ ปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ ซึ่งรวม 2 นัด เสมอกันที่ 2-2 ต้องต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที

ในช่วงต่อเวลาพิเศษ นาทีที่ 96 คณะเชลซี มาได้ลูกจุดโทษ จากจังหวะที่ ติอาโก้ ซิลวา ใช้มือปัดบอลในจังหวะแย่งโหม่งบอลกับ เคิร์ท ซูม่า ก่อนที่ เอแด็น อาซาร์ จักสังหารเข้าไปไม่พลาด พวกสิงห์บลูส์ ขึ้นนำ 2-1

ดูโปรแกรมบอลในช่วงนาทีที่ 115 สาวก ทีมสิงห์บลูส์ แทบช็อก ครั้ง กรุ๊ปปารีสฯ มาได้ประตูตีเสมออีกครั้งเป็น 2-2 จากลูกเตะมุม ติอาโก้ ม็อตต้า เปิดเข้าเขตโทษให้ ติอาโก้ ซิลวา ขึ้นโขกคนเดียวโดดๆ บอลย้อยเสียบตาข่ายเข้าไป

นั่นส่งผลให้จบเกม 120 นาที ปารีสฯ บุกมายันเสมอ กลุ่มเชลซี ถึงถิ่น 2-2 รวมผล 2 นัดเสมอกัน 3-3 ทำให้ ฝ่ายเปแอสเช พ้นเข้ารอบก่อนรองฯ ด้วยกฎยิงประตูกลุ่มเยือน

 

บาเยิร์นถล่มคณะชัคเตอร์10คน 7-0 ลิ่ว8หมู่ชปล+คลิป

 

  • ศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ปี 2014-2015
  • แข่งในรอบ 16 พวกสุดท้าย นัดที่ 2
  • แข่งวันพุธที่ 11 มีนาคม 2558
  • คณะบาเยิร์น มิวนิค 7-0 คณะชัคเตอร์ โดเนทส์ค
  • ซึ่งผลนัดแรก เสมอกันมาที่บ้านของ ชัคเตอร์ฯ 0-0
  • แข่งที่สนาม : อัลลิอันซ์ อารีนา

วิเคราะห์บอลเปิดที่บังตาครึ่งแรกมาแค่ 3 นาที ฝ่ายบาเยิร์น ได้จุดโทษ โธมัส มุลเลอร์ รับหน้าที่สังหารเข้าไปไม่พลาด พวกบาเยิร์น ขึ้นนำ 1-0

ช่วงนาทีที่ 34 เจ้าบ้าน กลุ่มบาเยิร์น หนีห่างเป็น 2-0 จากจังหวะที่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี่ ยิงจังหวะแรกไปติดเซฟของ อังเดร เปียตอฟ นายด่านชัคเตอร์ บอลมาเข้าทาง เยโรม บัวเต็ง ซัดจ่อๆเข้า ไปตุงตาข่าย

ทำให้จบครึ่งแรก ฝ่ายฝ่ายบาเยิร์น มิวนิก นำ ชัคเตอร์ โดเนทส์ค อยู่ 2-0

และช่วงครึ่งหลัง มาถึง นาทีที่ 50 ฟรองค์ ริเบรี่ ยิงด้วยเท้าขวาบอลพุ่งเสียบมุมเข้าไป เหล่าบาเยิร์น นำห่าง 3-0

ซึ่งถัดมา 2 นาที ฝ่ายบาเยิร์น หนีเป็น 4-0 จากจังหวะปัดบอลของ อังเดร เปียตอฟ ไปเข้าทางปืน มุลเลอร์ แปเข้าไปง่ายๆ

จนถึง นาทีที่ 64 เจ้าถิ่น “เสือใต้” มาได้ลูกที่ห้า หนีเป็น 5-0 ราฟินญ่า เปิดบอลจากริมเส้นฝั่งขวาเข้าเขตโทษให้ โฮลเกอร์ บัดสตูเบอร์ ขึ้นโหม่งเต็มศีรษะเข้าไป

ในนาทีที่ 76 เจ้าบ้าน คณะบาเยิร์น ทิ้งไปไกลเป็น 6-0 จากจังหวะที่ บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ เปิดบอลเข้าเขตโทษให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี่ พักบอลลงหนึ่งจังหวะก่อนกดด้วยขวาเข้าไปตุงตาข่าย

ช่วงนาทีที่ 87 คณะบาเยิร์น มาได้ประตูสุดท้าย หนีเป็น 7-0 จากจังหวะที่ บัวเต็ง เปิดจากฝั่งขวาไปที่เสาสองถึง มาริโอ เกิทเซ่ วิ่งมากดด้วยขวาเข้าไป

ทำให้จบเกม ทีมบาเยิร์น มิวนิค ถล่ม ชัคเตอร์ โดเนทส์ค ไป 7 -0 ตัดผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก สำเร็จ

 

ที่มา: http://sport.sanook.com/138245/http://sport.sanook.com/138241/

ข่าวเก็บตกหงส์แดง?

 

วิเคราะห์บอล: หลังจากที่เจ๊ากันแบบไม่มีสกอร์ ในเกมที่ ลิเวอร์พูล เปิดแอนฟิลด์เจอกับ แบล็คเบิร์น ในถ้วยเอฟเอ คัพ นั่นหมายถึงต้องเพิ่มภาระ เพิ่มเกมให้เป็นที่หนักหนาระอาใจ ในขณะเดียวกันลดความเป็นไปได้กับเป้าหมายคว้าแชมป์

ซึ่งเป็นอาการที่ค่อนข้างน่าผิดหวังสำหรับแฟนหงส์แดง ทีมไม่หวือหวา โอกาสส่องประตูแบบจะแจ้งน้อยลงไปทันตาเห็น ไร้ความตื่นเต้นเหมือนเกมที่ผ่านๆมา อาจจะเพราะล้าหรืออะไรก็แล้วแต่ ทว่าถ้าต้องการประสบความสำเร็จต้องเด็ดขาดกว่านี้

จากง่ายๆกลายเป็นยากซะงั้น

ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเข้าใจได้ในการโรเตชั่นนักเตะบางตำแหน่ง ทุกอย่าง เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ต้องคิดและจัดการแบบละเอียดละออ นี่คือความยากซึ่งแต่ละทีมรู้ปัญหานี้อยู่แล้ว เหตุผลที่ทีมใหญ่ๆทั้งหลายต้องสร้างขุมกำลังให้ใหญ่มากพอกับการรับมือเกมที่มากมายในแต่ละฤดูกาลก็เพราะแบบนี้นี่แหละ

 

 

ซึ่งนอกจากนี้เรื่องราวที่ยากขึ้นกว่าเดิมก็คือการมีเป้าหมายที่หลากหลาย ต้องลุ้นพื้นที่ท็อปโฟร์ให้ได้ ต้องไปให้ถึงแชมป์เอฟเอ คัพ เพราะฉะนั้นไม่มีทางใช้นักเตะชุดเดิมหรือชุดที่ดีที่สุดได้ตลอดเวลา

สำหรับร็อดเจอร์ส นั้นก็จัดทีมเกือบจะดีที่สุดของตัวเองเพราะรู้ดีว่า ทีมผีแดงเจอกับทีมอาร์เซนอล ต้องหายไปหนึ่งทีม โอกาสของตัวเองจะเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่อีกมุมหนึ่งคิดว่าในเมื่อโอกาสเปิดขนาดนี้ใส่เต็มที่ไม่ต้องพักบางคนซะเลย

ถ้าจะพูดง่ายๆคือ เสมอในสถานการณ์หลังเกมแบบนี้ ทว่าความเป็นจริงก็คือ ลิเวอร์พูลเจองานที่ยากมากขึ้นแน่นอนกับการเล่นนัดรีเพลย์

หากจะเป็นแชมป์ต้องสู้แบบยิบตา

โดยวิเคราะห์ผลบอลที่เป้าหมายเป็นแชมป์ไม่มีทางสำเร็จได้หากไม่ทุ่มลงไปให้สุดๆ ครึ่งๆกลางๆ คืออันตราย เกมของ ทีมลิเวอร์พูลแม้จะครองบอลเป็นว่าเล่น แต่โอกาสจะแจ้งไม่ค่อยจะมีมากนัก

 

 

เดินเกมช้าลงไปกว่าเดิมที่เคยเล่น ดูเนือยๆลงไป ในขณะเดียวกันแบล็คเบิร์นเตรียมตัวมาดี วางแผนมาค่อนข้างละเอียดเพราะคาดหวังเช่นเดียวกันว่าตัวเองจะไปเวมบลีย์ให้ได้

และการคาดหวังถึงสิ่งที่จะได้มา ต้องแลกกับความทุ่มเทและต่อสู้อย่างหนัก ข้อผิดพลาดของแต่ละทีมที่เกิดขึ้นจะแก้ไขกันอย่างไรในนัดรีเพลย์ต้องตามดูกันอีกครั้งครับ

เรียกว่ายังคงไม่ดีพอ

สหรับสถิติชนะ 1 – 0 ของ ทีมหงส์แดงในฤดูกาลนี้ถือว่าน้อยมาก นั่นถือว่าแต่ละเกมสามารถสร้างสรรค์โอกาสและผลิตสกอร์ได้มากกว่า 1 ประตู ถ้าคิดว่านี่คือมาตรฐานของทีม เจอกับแบล็คเบิร์นคือต่ำกว่ามาตรฐานทันที

และเหตุผลที่พอจะยิบยกมาลบล้างได้บ้างก็คือแบล็คเบิร์นอยู่กลางตาราง ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนเพื่อหนีตกชั้น และไม่มีโอกาสที่จะเหน็ดเหนื่อยกับการลุ้นเลื่อนชั้น เพราะฉะนั้นเอฟเอ คัพ คือเป้าหมายใหญ่ที่สุดเพียงเป้าหมายเดียว

ดังนั้น ทีมลิเวอร์พูลต้องดีกว่านี้อย่างชัดเจนในนัดรีเพลย์ไม่อย่างนั้นมีโอกาสโดนสอยร่วงคาอีวู้ด ปาร์ค แน่นอนดูไฮไลท์ฟุตบอล

ตัวของราฮีม สเตอร์ลิ่ง

การเล่นในระบบ 3-4-2-1 ของ โค้ชเบรนแดน ร็อดเจอร์ส ใช้ได้ผลดีมากๆ ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทว่าบางช่วงเวลาเป็นประเด็นเช่นกันเมื่อกุนซือหงส์แดงเสี่ยงที่จะไม่ทำในสิ่งที่ดีที่สุด ลาซาร์ มาร์โควิช และ เอ็มเร่ ชาน ปรับตัวกับสถานการณ์ได้ดีนั่นคือสิ่งที่เห็นกัน

 

แต่ทว่า ราฮีม สเตอร์ลิ่ง กับบทบาทวิงแบ็คไม่ใช่เรื่องที่ดีที่สุดแน่นอนแม้ว่าเคยใช้บริการแบบนี้มาบ้างแล้ว การถอยลึกเพื่อเล่นเกมรับ การอยู่ห่างจากประตูคู่แข่งและ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ประสิทธิภาพในเกมรุกคือสิ่งที่เสียไป

ก็จริงอยู่ที่ ทีมลิเวอร์พูล มีตัวเลือกในเกมรุกหลายคนโดยเฉพาะตัวริมเส้น แต่สำหรับ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ประโยชน์สูงสุดคือเกมรุกเท่านั้น บทบาทของวิงแบ็คที่จะต้องรับผิดชอบเกมรับด้วยไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่

ส่วนของคูตินโญ่ เงียบ ทำให้หงส์แดงเงียบ

อันที่จริงแล้วก็ไม่ถึงกับขนาดนั้น เพราะต้องอาศัยองค์ประกอบโดยรวมของทีม ทว่าเท่าที่เห็นมาความเป็นไปได้เกิดขึ้นทันที เกมที่ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ไม่หวือหวาเล่นค่อนข้างเงียบ ฟอร์มของหงส์แดงจะแกว่งและซบเซาลงไป

โดยแข้งฟุตบอลแซมบ้าคนนี้คือตัวปลดล็อกของทีมในช่วงเวลาที่เจาะไม่เข้า การยิงไกลนอกกรอบเขตโทษได้ผลมาหลายครั้ง เมื่อแบล็คเบิร์นทำการบ้านมาดีพยายามไล่ตามปิดพื้นที่หน้ากรอบเขตโทษ อาวุธของหงส์แดงลดลงไปทันที

 

ในเมื่อเจาะไม่เข้า หน้ากรอบเขตโทษโดนปิดเส้นทาง คูตินโญ่ เล่นยากขึ้น เกมของหงส์แดงหงอยลงไป ไม่ชัดเจนในเรื่องของการเข้าทำแบบจะแจ้ง

สำหรับเกมในครึ่งหลังที่แอนฟิลด์ คูตินโญ่ ใส่ความพยายามลงไปมากขึ้น แต่โอกาสในการเจาะเข้าช่องหรือโอกาสส่องหน้ากรอบเขตโทษก็เกิดขึ้นไม่มากเท่าที่ควรจะเป็น

และแน่นอนครับทั้งหมดนั้นต้องให้เครดิตนักเตะแบล็คเบิร์นที่เล่นได้ตามแผนอย่างมีวินัย ภาพรวมๆของหงส์แดงที่ตกลงไปประจวบเหมาะกับการทำงานที่มีประสิทธิภาพของนักเตะแบล็คเบิร์น นัดรีเพลย์คือสิ่งที่สมควรด้วยประการทั้งปวง

ส่วนด้านมาริโอ บาโลเตลลี่

โค้ชเบรนแดน ร็อดเจอร์ส อาจจะเคยส่งลงไปแล้วได้ผล ทว่าอาจจะเป็นหนึ่งในร้อย แฟนหงส์แดงอาจจะมีแนวคิดที่ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ในกรณีดังกล่าวคงรู้สึกได้ว่าถ้ากุนซือลิเวอร์พูลตัดสินใจส่ง อัลเบร์โต้ โมเรโน่ ลงไปวิ่งเป็นวิงแบ็กแล้วดัน สเตอร์ลิ่ง เล่นเกมรุกเต็มตัวในช่วงเวลาดังกล่าวน่าจะชัดเจนในเรื่องของการเข้าทำประตู

โค้ชร็อดเจอร์ส อาจจะเห็นว่าพื้นที่ด้านหน้าให้ สเตอร์ลิ่ง ได้เล่นนั้นมีน้อยก็ได้ แต่อดเสียดายที่สุดท้ายแล้ว ร็อดเจอร์ส เลือกแบบนั้น

ดามัน

ที่มา: http://sport.sanook.com/137973/

เมสซี่ ทำแฮตทริกให้บาร์ซ่าถล่มราโย 6-1

แซงทีมราชันขึ้นนำจ่าฝูง +คลิป

 

  • ศึกการแข่งขันฟุตบอลลา ลีก้า สเปน ฤดูกาลปี 2014-2015
  • แข่งวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม ปี 2558
  • ทีมบาร์เซโลน่า 6 – 1 ทีมราโย บาเยกาโน่
  • แข่งที่สนาม : คัมป์ นู
  • กรรมการผู้ตัดสิน : เฆซุส กิล

หลังจากที่วิเคราะห์ผลบอลเปิดฉากครึ่งแรกมาเพียงแค่ 5 นาที ทีมบาร์ซ่า มาได้ประตูขึ้นนำ 1 – 0 อย่างรวดเร็วจากลูกที่ ชาบี้ เอร์นันเดซ ตวัดบอลเร็วจ่ายขึ้นหน้าทะลุช่องให้ หลุยส์ ซัวเรซ ได้หลุดเข้าเขตโทษทางซ้าย ยิงดีดด้วยขวาบอลแสกหน้า คริสเตียน อัลวาเรซ เสียบเสาแรกตุงตาข่าย

ในนาทีที่ 10 ทีมบาเยกาโน่ มาได้ลุ้นบ้างจากลูกยิงนอกกรอบเขตโทษของ โรเบร์โต้ ตราสออร์ราส แต่ทาง เคลาดิโอ บราโว่ ยังเหนียว ล้มตัวรับเข้าซองได้ไม่ยาก

ต่อมานาทีที่ 32 หลุยส์ ซัวเรซ กระดกบอลจ่ายข้ามแนวรับบาเยกาโน่ให้  ลิโอเนล เมสซี่ ได้สอดขึ้นไปกระดกข้ามหัว คริสเตียน อัลวาเรซ แต่บอลไม่เป็นใจ ย้อยเฉียดเสาออกหลังไปนิดเดียว เวลาที่เหลือไม่มีประตูเกิดขึ้น จบครึ่งแรก ทีมบาร์ซ่ายังนำอยู่ 1 – 0

เริ่มเกมส์ต่อในช่วงครึ่งหลังแค่ 4 นาที ทีมบาร์ซ่าหนีไปเป็น 2 – 0 จากจังหวะลูกเตะมุมทางฝั่งขวาโยนยาวเข้าในกรอบเขตโทษ จอร์ดี้ อัลบา โหม่งไปชนคานบอลกระดอนตกมาเข้าทาง เคราร์ด ปิเก้ ได้ซ้ำเข้าไป

ในนาทีที่ 56 ทีมบาเยกาโน่ ต้องมาเหลือ 10 คนเมื่อ โรมัน ตรีเกโร่ ไปเหนี่ยว หลุยส์ ซัวเรซ ล้มลงในเขตโทษ ผู้ตัดสินให้เหลืองที่  2 เป็นใบแดงไล่ออกจากสนาม พร้อมให้จุดโทษ และเป็น ลิโอเนล เมสซี่ รับหน้าที่สังหาร ยิงจังหวะแรกโดนเซฟได้แต่ ผู้ตัดสินเป่าเป็นลูกฟาวล์ของ อัลวาเรซ ก่อนได้ยิงใหม่อีกครั้งซัดเข้าไปไม่เหลือ ทีมบาร์ซ่า หนีไปเป็น 3 – 0

ช่วงนาทีที่ 63 สกอร์เจ้าบ้านมาไหลเป็น 4-0 จากจังหวะที่ หลุยส์ ซัวเรซ ได้พลิกตัวตวัดยิง คริสเตียน อัลวาเรซ นายด่าน บาเยกาโน่ ล้มตัวเซฟปัดมาหน้าปากประตู ลิโอเนล เมสซี่ วิ่งปรี่เข้ามาซ้ำจ่อๆเผาขนเสียบตาข่ายเข้าไป

และอีก 5 นาทีต่อมา ทีมเจ้าบุญทุ่ม ที่มีคนมากกว่านำโด่งไปเป็น 5 – 0 จากจังหวะที่ เปโดร โรดริเกซ ปาดบอลจากทางซ้ายเข้ากรอบเขตโทษให้ ลิโอเนล เมสซี่ ได้โชว์ความเหนือชั้นล็อกหลบผู้เล่นบาเยกาโน่ ก่อนหนีเข้าไปล็อกหลบ อัลวาเรซ นายด่าน บาเยกาโน่ อีกจังหวะแล้วยิงเข้าไปแบบโล่งๆ

ในนาทีที่ 81 ทีมบาร์ซ่า มาเหลือ 10 คนบ้างเมื่อ ดาเนียล อัลเวส มาโดนใบแดงไล่ออกจากสนาม หลังเจ้าตัวยืนเป็นคนสุดท้ายไปเสียบ อัลเบร์โต้ บวยโน่ ล้มลงในกรอบเขตโทษ และผู้ตัดสินเป่าให้จุดโทษ เป็น อัลเบร์โต้ บวยโน่ ลุกขึ้นมาสังหารเองกดเข้ากลางประตูเข้าไปไม่พลาด

ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ทีมบาร์ซ่า ก็มาได้ประตูปิดกล่องจากลูกที่ ชาบี้ เอร์นันเดซ ไหลสั้นให้ ลิโอเนล เมสซี่ ได้เบิ้ลต่อเข้าเขตโทษทางขวา หลุยส์ ซัวเรซ วิ่งสอดขึ้นมารับบอล ก่อนหนีเข้าไปล็อกหลบ อัลวาเรซ นายด่านบาเยกาโน่ แล้วยิงโล่งเสียบตาข่าย เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม ทีมบาร์ซ่า เปิดบ้านไล่ถล่ม บาเยกาโน่ 6 – 1 แซง ทีมเรอัล มาดริดขึ้นจ่าฝูง

ดูรายชื่อโปรแกรมบอลผู้เล่นที่ลงสนาม

ทีมบาร์เซโลน่า 4-3-3 :

  1. เคลาดิโอ บราโว่
  2. ดาเนียล อัลเวส
  3. เคราร์ด ปิเก้
  4. เฌเรมี่ มาติเย่อ
  5. จอร์ดี้ อัลบา
  6. ชาบี้ เอร์นันเดซ
  7. ฮาเวียร์ มาสเคราโน่
  8. อันเดรส อีเนียสต้า
  9. ลิโอเนล เมสซี่
  10. หลุยส์ ซัวเรซ
  11. เปโดร โรดริเกซ

ทีมราโย บาเยกาโน่ 4-5-1 :

  1. คริสเตียน อัลวาเรซ
  2. โรมัน ตรีเกโร่
  3. อับดูลาย บา
  4. อันโตนิโอ อามาย่า
  5. เอมิลิอาโน่ อินซูอา
  6. โรเบร์โต้ ตราสออร์ราส
  7. โฆซาเบด ซานเชซ หลุยส์
  8. การ์ลอส เปเรยร่า ลีช่า
  9. อัลเบร์โต้ บวยโน่
  10. กาแอล กากูต้า
  11. เลโอนาร์โด้ บาปติสเตา

 

ที่มา: http://sport.sanook.com/137415/

มาเก็บตกดูศึกซูเปอร์ซันเดย์?

สำหรับวิเคราะห์บอลเกมซูเปอร์ซันเดย์ที่ผ่านมา แบ่งออกเป็นแม่น้ำ 2 สาย โดยสายแรกเป็นเกมพรีเมียร์ลีก ระหว่าง ทีมลิเวอร์พูล กับ ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในขณะที่อีกคู่ ทีมอาร์เซนอลทำศึกกับ ทีมเอฟเวอร์ตัน ส่วนแม่น้ำอีกสายหนึ่งเป็นเกมนัดชิงชนะเลิศ ศึกแคปิตอลวัน คัพระหว่าง ทีมเชลซี กับ ทีมสเปอร์ส

ที่ล้วนแล้วแต่บิ๊กทีมทั้งนั้น หลังเกมการแข่งขันย่อมมีประเด็นให้พูดจากันแน่นอน

ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้

และก่อนเกม ทีมเรือใบ นั้นมีแต้มตามหลัง ทีมเชลซี ที่ไม่มีคิวพรีเมียร์ลีกสัปดาห์นี้ 5 แต้ม เพราะฉะนั้น ผลแพ้ชนะ นั้นมีผลกระทบโดยตรงต่อ ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ หากเก็บ 3 แต้มได้ไล่กดดันติดหลัง ทีมเชลซีทันที แต่ถ้าแพ้ขึ้นมาปัญหาใหญ่ในการลุ้นแชมป์เกิดขึ้นทันตาเห็น

ซึ่งในฤดูกาลที่แล้ว ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไล่หลังลิเวอร์พูลไปเรื่อยๆ จนหงส์แดงพลาดเองและโดนแซงหน้าคว้าแชมป์ได้ในที่สุด ทว่านาทีนี้จะทำแบบนั้นได้อีกหรือเปล่าไม่กล้าคิดครับ

โค้ชมานูเอล เปเญกรีนี่

และก่อนหน้าที่จะเสีย 2 ประตูจากการยิงของ เฮนเดอร์สันกับคูตินโญ่ ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นทีมเดียวในพรีเมียร์ ลีกที่ไม่เสียประตูจากลูกยิงนอกกรอบเขตโทษ

ซึ่งบทที่จะโดนขึ้นมาเสียท่า 2 ประตูรวดเลยทีเดียว ในเกมที่พ่ายให้กับบาร์ซ่า มานูเอล เปเญกรีนี่ ด้วยการจัดระบบ 4 – 4 – 2  ลงไปสู้ มิดฟิลด์ตัวกลางมี 2 คนในระบบนี้ในขณะที่ทีมบาร์ซ่ามีกองหน้า 3 คน

และเมื่อต้องเล่นเกมรับ สำหรับมิดฟิลด์ตัวกลาง 2 คนจะรับมือกองหน้า 3 คนของคู่แข่งไม่ทัน ช่วยปิดช่องให้กับแนวรับไม่สนิทพอ

ด้วยการที่เจอ ทีมลิเวอร์พูล เปเญกรีนี่ ยังคงมั่นใจในระบบนี้ ผลที่ออกมา ปกป้องแนวรับไม่ทันเหมือนเดิม โดนส่องตรงพื้นที่หน้ากรอบเขตโทษนั่นแหละ

3 ประสานกองหน้าทีมหงส์แดง

1.อดัม ลัลลาน่า, 2.ราฮีม สเตอร์ลิ่ง และ 3.ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ คือ 3 กองหน้าของหงส์แดงที่ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ส่งลงลุยเรือใบ

และฟอร์มจัดจ้านทั้ง 3 คนครับ มาแบบพร้อมเพรียงจนแนวรับเรือใบปั่นป่วนไปหมด โดยเฉพาะ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ที่ได้พักจากเกมกลางสัปดาห์สามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างชัดเจน

โดยที่มิดฟิลด์แซมบ้ายิงประตูจากนอกกรอบเขตโทษได้อีกครั้ง กลายเป็นความคาดหวังเป็นอาวุธร้ายแรงอีกอย่างหนึ่งของ ทีมลิเวอร์พูล

และความขยันขันแข็งแต่ละคนไม่ต้องพูดถึง เมื่อเล่นเกมเพรสซิ่งแล้วแข้งขาไม่อ่อนไปซะก่อน ได้ผลอย่างที่ต้องการทันทีครับ

ตัวของแกเบรียล เปาลิสต้

เป็นที่แน่นอนว่าประสบการณ์ใน ศึกพรีเมียร์ลีกแทบไม่มี เป็นสิ่งที่ท้าทายกองหลังคนใหม่ของอาร์เซนอลที่เพิ่งเข้ามาร่วมทีมในช่วงกลางเทอมอย่างยิ่ง

ตัวของอาร์แซน เวนเกอร์ ต้องการเซ็นเตอร์แบ็กที่มีความเร็วพอตัวใช้งาน ทว่าการเดิมพันด้วยการรับมือ โรเมลู ลูกากู ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้นเกมเกือบมอบช่อดอกไม้ให้กับ ลูกากู โชคดีที่ ออสปิน่า ช่วยไว้ได้ทัน

แต่ทว่าหลังจากจังหวะนั้น แกเบรียล เปาลิสต้า ทำหน้าที่ของตัวเองได้สมบูรณ์แบบ การจับจังหวะการเล่นของเกมในพรีเมียร์ลีก สร้างปัญหาให้นักเตะต่างชาตินักต่อนัก

และเปาลิสต้า ยังคงต้องการประสบการณ์เข้ามาเสริมความแน่นอน แต่ถ้าเรียนรู้ได้เร็วเหมือนเกมเจอเอฟเวอร์ตันผลงานมีสิทธิ์ที่จะดีขึ้นเรื่อยๆ

ตัวของชิรูด์กับประตูที่เขาต้องการ

ต้องเสียชื่อชั้นไปเยอะในเกมแพ้ ทีมโมนาโก พลาดแบบง่ายๆอย่างไม่น่าเชื่อจนกังวลกันว่า ชิรูด์ จะติดเชื้อนั้นจนลุกลามมาถึงเกมอื่นๆ

แต่ทว่าหลังจาก ทีมอาร์เซนอลสตาร์ทแบบอืดๆ เกมในแดนหน้าไม่หวือหวาอย่างที่คิด ชิรูด์ กลับยิงประตูที่ทีมและตัวเองต้องการปลดล็อคสถานการณ์บีบคั้นได้อีกครั้ง

และจอห์น สโตนส์ กองหลังทีมเอฟเวอร์ตัน ถึงกับออกอาการเหนื่อยใจกับ ประตูของ ชิรูด์ น่าจะปลอบใจค่ำคืนอันเลวร้ายในช่วงตารางบอลกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา

เรื่องโดยดามัน

คลิปไฮไลท์ฟุตบอล ลิเวอร์พูล 2-1 แมนเชสเตอร์ ซิตี้

คลิปไฮไลท์พรีเมียร์ลีก อาร์เซน่อล 2-0 เอฟเวอร์ตัน

ปืนใหญ่เปิดรังยิงทอฟฟี่ 2 – 0 ขึ้นรั้งที่3

 

  • ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 27
  • เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2558
  • ทีมอาร์เซน่อล 2 – 0 ทีมเอฟเวอร์ตัน
  • แข่งที่สนาม : เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม
  • กรรมการผู้ตัดสิน : อังเดร มาร์ริเนอร์

วิเคราะห์บอลหลังจากเริ่มเกมนาทีที่ 28 ทีมเจ้าบ้านเกือบได้ประตูขึ้นนำก่อนจาก โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ โหม่งหลุดกรอบไปอย่างน่าเสียดาย

ต่อมาในนาทีที่ 39 ทีมอาร์เซน่อล นั้นมาได้ประตูขึ้นนำจากลูกเตะมุม เมซุต โอซิล เปิดบอลมาให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ซัดด้วยขวาตุงตาข่าย 1 – 0

หลังจากนั้นทำสกอร์กันเพิ่มไม่ได้อีกจนหมด 45 นาทีแรก ทีมปืนใหญ่ นำ ทีมเอฟเวอร์ตันอยู่ 1 – 0

ซึ่งในครึ่งหลังนาทีที่ 63 ทีมเจ้าบ้านมีลุ้น โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ตอกส้นหลังให้ ซานติ กาซอร์ล่า วิ่งเข้าหวดทว่าบอลไม่ตรงกรอบ

และถัดมา 2 นาที ทีมเอฟเวอร์ตัน นั้นเกือบได้ลูกตีเสมอเมื่อ โรเมลู ลูกากู เข้ายิง แต่ ดาวิด ออสปิน่า ปัดบอลข้ามคานไปได้

ในนาทีที่ 71 ทีมเยือนได้ลุ้นเสียว เชมัส โคลแมน เปิดบอลจากเส้นหลังด้านขวาให้ อารอน เลนนอน ยิงไปตรงตัว ดาวิด ออสปิน่า เสีย

และในนาทีที่ 89 ทีมปืนใหญ่ นั้นบวกสกอร์เพิ่มเมื่อ เมซุต โอซิล เปิดบอลจากด้านซ้ายให้ โทมัส โรซิคกี้ ส่องไกลนอกกรอบไปแฉลบ ฟิล จากีลก้า ทำให้บอลเด้งข้าม ทิม ฮาวเวิร์ด เข้าประตู 2 – 0

และทำให้จบเกม 90 นาที ทีมอาร์เซน่อล เปิดบ้านเอาชนะ ทีมเอฟเวอร์ตัน ไปได้ 2 – 0 คว้าสามแต้มแซงหน้า ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขึ้นไปอยู่ที่ 3 ในตาราง

ดูรายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

ทีมอาร์เซน่อล : ระบบ 4 – 2 –  3 – 1

ตำแหน่งผู้รักษาประตู : 1.ดาวิด ออสปิน่า
ตำแหน่งกองหลัง : 2.เอคตอร์ เบเยริน, 3.กาเบรียล เปาลิสต้า, 4.โลร็องต์ กอสซิแอลนี่, 5.คีแรน กิบบ์ส
ตำแหน่งกองกลาง : 6.ฟร็องซิส โกเกอแล็ง, 7.ซานติ กาซอร์ล่า, 8.อเล็กซ์ ออกซ์เลด-แชมเบอร์เลน, 9.เมซุต โอซิล, 10.อเล็กซิส ซานเชซ
ตำแหน่งกองหน้า : 11.โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์

ทีมเอฟเวอร์ตัน : ระบบ 4-3-3

ตำแหน่งผู้รักษาประตู : 1.ทิม ฮาวเวิร์ด
ตำแหน่งกองหลัง : 2.เชมัส โคลแมน, 3.จอห์น สโตนส์, 4.ฟิล จากีลก้า, 5.ลุค การ์บัตต์
ตำแหน่งกองกลาง : 6.เจมส์ แม็คคาร์ธี่, 7.แกเร็ธ แบร์รี่, 8.มูฮาเหม็ด เบซิช
ตำแหน่งกองหน้า : 9.เควิน มิรัลลาส, 10.โรเมลู ลูกากู, 11.รอส บาร์คลี่ย์

 

หงส์แดงเปิดรังเฉือนชนะเรือใบสีฟ้า 2 – 1

 

 

  • ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 27
  • แข่งวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2558
  • ทีมลิเวอร์พูล 2 – 1 ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้
  • แข่งที่สนาม : แอนฟิลด์
  • กรรมการผู้ตัดสิน : มาร์ค แคล็ตแท่นเบิร์ก

หลังจากเริ่มครึ่งแรกมาได้ไม่กี่นาที ทีมแมนฯ ซิตี้  ทักทายก่อนจาก เอดิน เซโก้ ไหลให้ กุน อเกวโร่ ในเขตโทษยิงหลุดกรอบออกไปนิดเดียว แต่เป็นจังหวะล้ำหน้าไปก่อนแล้ว

ต่มาในนาทีที่ 8 โอกาสแรกของเจ้าถิ่นบ้าง เมื่อ  ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ พาบอลขึ้นมาก่อนดีดให้  อดัม ลัลลานา หลุดเดียวเข้าไปจิ้มติดเซฟ โจ ฮาร์ท

และอีก 2 นาที ถัดมา แฟน ทีมหงส์แดง ก็ได้เฮ เมื่อมาได้ประตูออกนำ 1 – 0 จากความผิดพลาดของ ก็อมปานี ถูก คูตินโญ่ ฉกบอลไปได้จ่ายต่อให้ สเตอร์ลิ่ง ด้านขวาก่อนไหลให้  เฮนเดอร์สัน แต่งบอลก่อนปั่นด้วยขวาเข้าเสาไกลอย่างสวยงาม

นาทีที่ 13 ทีมแมนฯ ซิตี้ มีลุ้นตีเสมอ เมื่อ ดาบิด ซิลบา วางบอลยาวให้ กุน อเกวโร่ หลุดเดียวเข้าเขตโทษ ก่อนตวัดด้วยขวาไปชนเสาอย่างน่าเสียดาย

ต่อมานาทีที่ 25 แฟน ทีมเรือใบสีฟ้า ก็ได้เฮบ้าง จากจังหวะที่ กุน อเกวโร่ ลากบอลเข้ากลางก่อนแทงตัดหลังแนว ลิเวอร์พูล และเป็น เอดิน เซโก้ ที่โฉบมาพลิกตัวกดด้วยขวาผ่านมือ มิโญเล่ต์  เสียบมุมเสาเข้าไปผลบอลเป็น 1-1

ในนาทีที่ 35 ทีมลิเวอร์พูล มีลุ้น เมื่อ ลาซาร์ มาร์โควิช งัดบอลข้ามแนวรับเจ้าถิ่นให้ อดัม ลัลลานา สอดมาตวัดตามน้ำบอลหลุดเสาสองออกไป

และในช่วงท้ายครึ่งแรก ทั้งสองทีมทำประตูเพิ่มกันไม่ได้ ทำให้จบ 45 นาทีแรก ทีมลิเวอร์พูล เสมอกับ ทีมแมนฯ ซิตี้ อยู่ 1-1

หลังจากเริ่มครึ่งหลัง ไม่ถึงนาที  ทีมเยือน  แมนฯ ซิตี้ ทักทายก่อนบ้าง จากจังหวะที่ ซาเมียร์ นาสรี่ ไหลบอลขึ้นทางกราบขวาให้  โคลารอฟ วิ่งเติมมาเปิดไปหน้าประตูให้ กุน อเกวโร่ ขึ้นโขกข้ามคานออกไป

ต่อมานาทีที่ 54 แฟน ทีมลิเวอร์พูล เฮเก้อ เมื่อ มาร์ติน สเคอร์เทล โหม่งชงให้ อดัม ลัลลานา ดีดด้วยขวาบอลเข้าไปตุงตาข่าย แต่จังหวะเป็นทาง สเคอร์เทล ที่ล้ำหน้าไปก่อน

และในนาทีที่ 75 ทีมเจ้าถิ่น หงส์แดง นั้นได้ออกนำ 2-1 จนได้ จากจังหวะที่ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ไหลบอลออกด้านซ้ายให้ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ จับบอลหนึ่งจังหวะ ก่อนโยกเข้ากลางแล้วกดด้วยขวาบอลพุ่งโค้งเสียบเสาไกลตุงตาข่าย

ในนาทีที่ 79 กุน อเกวโร่ เก็บตกได้ในเขตโทษ ก่อนหาจังหวะยิงบอลเรียดหลุดเสาสองออกไป

หลังจากนั้น นาทีที่ 85 เจ้าถิ่น มีลุ้นอีกครั้ง  ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ได้บอลบริเวณมุมกรอบโทษด้านซ้าย แล้วซัดด้วยขวาบอลไปแฉลบแนวรับ ทีมเยือน ออกหลังไป

โดยนาทีต่อมา ลิเวอร์พูล เกือบได้ประตูจาก ดาเนี่ยล สเตอร์ริดส์ ที่เก็บบอลได้ในเขตโทษ ก่อนยิงหลุดกรอบออกไปอีก

แลในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ทั้งสองทีมไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม ทำให้ ทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล เปิดบ้านเฉือนชนะ ทีมเรือใบสีฟ้า แมนฯ ซิตี้ ไปแบบหวุดหวิด 2 – 1

 

ดูรายชื่อ 11 ผู้เล่นของทั้งสองทีม

ทีมลิเวอร์พูล : เล่นในระบบ 3-4-3

  • ตำแหน่งผู้รักษาประตู : 1.ซิมง มิโญเล่ต์
  • ตำแหน่งกองหลัง: 2.เอ็มเร่ ชาน, 3.มาร์ติน สเคอร์เทล, 4.เดยัน ลอฟเรน
  • ตำแหน่งกองกลาง: 5.ลาซาร์ มาร์โควิช,6.จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, 7.โจ อัลเลน, 8.อัลเบร์โต้ โมเรโน่
  • ตำแหน่งกองหน้า: 9.อดัม ลัลลานา, 10.ราฮีม สเตอร์ลิง, 11.ฟิลิปเป้ คูตินโญ่

ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ : เล่นในระบบ 4-4-2 :

  • ตำแหน่งผู้รักษาประตู : 1.โจ ฮาร์ท
  • ตำแหน่งกองหลัง: 2.บาการี่ ซานญ่า, 3.แว็งซ็องต์ ก็อมปานี, 4.เอเลียควิม ม็องกาล่า, 5.อเล็กซานเดอร์ โคลารอฟ
  • ตำแหน่งกองกลาง: 6.ซาเมียร์ นาสรี่, 7.ยาย่า ตูเร่, 8.แฟร์นันดินโญ่, 9.ดาบิด ซิลบา
  • ตำแหน่งกองหน้า: 10.เอดิน เซโก้, 11.เซร์คิโอ อเกวโร่

ที่มา: http://sport.sanook.com/136029/http://sport.sanook.com/135953/

ติดตามชมอ่าน ข่าวกีฬา ข่าวฟุตบอล โปรแกรมบอล พรีเมียร์ลีก ตารางบอล ได้ที่ http://sport.sanook.com

 

ก็แค่ 50 – 50?

หลังจากที่วิเคราะห์ผลบอล กุนซืออาร์แซน เวนเกอร์ ที่เป็นกุนซือ ทีมอาร์เซนอล ได้ยอมรับว่า หลายปีที่ผ่านมารอบ 16 ทีมสุดท้าย เป็นงานที่หนักหนาสาหัสของอาร์เซนอล โดนสอยร่วงรอบนี้เป็นประจำ เพราะฉะนั้น น้าเหี่ยว มองโอกาสในรอบนี้เอาไว้แค่ 50-50 เท่านั้น

ซึ่ง ทีมโมนาโก ได้โชว์ให้เห็นผลงานอย่างหนึ่งที่ทำได้ดีเป็นพิเศษก็คือเกมรับ ในลีกเอิง 25 นัดเสียประตูให้คู่แข่งเพียง 19 ประตูเท่านั้น น้อยที่สุดในลีกเท่ากับลียงทีมนำของตาราง

โดยที่ปัจจัยที่ช่วยยืนยันเรื่องราวนี้ยังมีอีก 6 เกมในรอบแบ่งกลุ่ม ทีมโมนาโกเสียให้คู่แข่งประตูเดียวเท่านั้น ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ เวนเกอร์ ประเมินโอกาสของตัวเองที่ 50 – 50

แต่ว่าถ้าถามใจนักเตะหรือแฟนบอลปืนโต อาจจะมองไปที่รอบแปดทีมสุดท้ายกันแล้ว เป็นความรู้สึกง่ายๆที่เข้าใจได้ทันทีเมื่อพิจารณาทั้ง 2 ทีม

ดังนั้น เวนเกอร์ จึงอาจจะพยายามเน้นเรื่องเกมรับจากสถิติที่เกิดขึ้นของ ทีมโมนาโก ทั้งในลีกเอิง และ ศึกแชมเปี้ยนส์ ลีกเสียแค่ 20 ประตู แต่ถ้ามองกลับกัน 9 นัดหลังสุดที่ทีมอาร์เซนอลลงสนามยิงประตูคู่แข่งไปทั้งสิ้น 22 ประตู

ซึ่งพลังเกมรุกที่ อาร์แซน เวนเกอร์ ได้ถืออยู่ในมือมีมากทีเดียว และเป็นพลังโจมตีที่โมนาโกต้องหาทางรับมือให้ได้ และพลังในเกมรุกนี่แหละที่ทำให้แฟนบอลรู้สึกได้ว่าโอกาสน่าจะมีมากกว่าที่ เวนเกอร์ ออกตัวเอาไว้

และถึงแม้ว่านัดที่พ่ายให้กับ ทีมสเปอร์ส จะถูกต่อว่าต่อขานยกใหญ่ ทว่าภาพรวมของ ทีมปืนโต ไม่ธรรมดา ชนะ 12 นัดจาก 15 นัดหลังสุดในทุกรายการที่ลงเล่น

และการขยับตำแหน่งใน ตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกล่าสุด ที่เบียดแซง ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขึ้นไปอยู่อันดับสาม ตอบสนองความคืบหน้าในเรื่องของฟอร์มการเล่นและความมั่นใจที่มีอยู่ในตอนนี้

ซึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือพูดกันไปเอง ปืนโตฟอร์มดีขึ้นมา พลังในเกมรุกมากกว่าที่เคยเป็นสาเหตุมาจากนักเตะตัวหลักในเกมรุกหลายคนกลับมาจากอาการบาดเจ็บ

สำหรับเมซุต โอซิล นั้นกดไป 3 ประตูกับอีก 2 แอสซิสต์ใน 6 นัดที่ลงเล่นหลังจากหายบาดเจ็บกลับมา ในขณะที่ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ยังคงฮอตไม่เลิก 7 นัดที่ผ่านมากดไป 5 ประตูกับ 3 แอสซิสต์

โดยในขณะที่ อเล็กซิส ซานเชซ นั้นมีสภาพร่างกายพร้อมอีกครั้ง หลังจากประสบความสำเร็จเกินคาดในการเล่นให้ปืนโตเป็นฤดูกาลแรก ผลงาน 17 ประตูในทุกรายการยืนยันอยู่แล้ว รวมไปถึงแอสซิสต์อีก 8 ครั้ง

ทีมโมนาโก คงจะต้องสะดุ้งแน่นอนกับพลังเกมรุกของอาร์เซนอล อีกทั้ง ธีโอ วัลค็อตต์ ก็กลับมาอยู่ในเส้นทางการเล่นของตัวเอง

และเกมนี้เป็นการต่อสู้กันระหว่างเกมรุกของ ทีมอาร์เซนอล กับเกมรับของ ทีมโมนาโก หากอาร์แซน เวนเกอร์ สามารถกระตุ้นลูกทีมให้งัดฟอร์มการเล่นออกมาได้เหมือนกับเกมที่ชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ย่อมมีโอกาสมากขึ้นอีก ซึ่งนัดนั้น เวนเกอร์ ได้รับคำชมมากทีเดียว

ซึ่งจะบอกว่าเกมรุก ทีมปืนโต สู้กับเกมรับ ทีมโมนาโก ก็เพราะว่า เกมรุกของทีมเยือนในวันนี้พกพาสถิติที่ไม่ดีมาด้วย ทีมโมนาโกอาจจะเสียประตูน้อย แต่ประตูที่ยิงได้น้อยด้วยเช่นกัน

สำหรับดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ คือนักเตะที่ยิงประตูให้กับโมนาโกมากที่สุดในตอนนี้ ทว่าได้มาเพียง 7 ประตูจากทุกรายการ

ดังนั้นความรู้สึกของแฟนบอลอาจจะไม่ใช่แค่ผ่าน ทีมโมนาโก เท่านั้น อาจจะมีการคาดหวังถึงฟอร์มที่ดีของทีมและคาดหวังไปถึงการสู้ในรอบแปดทีมสุดท้ายได้ดีอีกต่างหาก

และการไม่ประมาทคู่แข่งเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว ระมัดระวังไว้ก่อนเป็นดีที่สุด เพราะแต่ละประตูที่โดนคู่แข่งยิงได้ในบ้านนั้นมันคือหายนะดีๆนี่เอง

แต่ทว่าโอกาส 50 – 50 ที่ เวนเกอร์ ประเมินดูจะปิดบังอะไรไปหน่อย เหตุผลอาจจะไม่ใช่เรื่องของเกมสักเท่าไหร่ เป็นเรื่องของความกดดันมากกว่า

เวลา 4 – 5 ปีที่ผ่านมาก็โดนสอยร่วงรอบนี้เป็นว่าเล่น ผลงานนาทีนี้ต้องดีกว่าเดิมนั่นคือสิ่งที่กุนซืออาร์เซนอลรับเอาไว้ ให้เครดิตคู่แข่งมากหน่อยอาจจะช่วยผ่อนคลายลงมาบ้าง

เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องแปลกใจที่ เวนเกอร์ นั้นให้โอกาสตัวเองแค่นั้น แน่นอนแฟนบอลมองไปไกลแล้ว

ดามัน

ที่มา: http://sport.sanook.com/135049/